ผลกระทบจากการเผาใบอ้อยส่งผลอย่างไรบ้าง ต่อสิ่งแวดล้อม และสังคม

ทำลายธรรมชาติ
ผลกระทบจากการเผาใบอ้อยส่งผลอย่างไร

หนึ่งในปัญหาสังคมที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยมาเป็นระยะเวลายาวนาน และยิ่งปัญหานี้เกิดขึ้นต่อเนื่องมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่ออนาคตของประเทศ รวมทั้งสุขภาพของประชาชนมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ซึ่งปัญหานี้ก็คือ ‘การเผาใบอ้อย’ นั่นเอง

ทำไมถึงต้องเผาใบอ้อย?

สำหรับสาเหตุของการที่เกษตรกร เลือกที่จะเผาใบอ้อยก็มาจาก 3 ปัจจัยใหญ่ๆ ด้วยกัน 3 ประการ นั่นก็คือ…

  1. 1. ต้นอ้อยที่ถูกเผาจะตัดได้ง่ายและขายได้ราคาดีกว่า อีกทั้งยังไม่ต้องเสียเวลาในการลอกกาบใบ
  2. 2. รถตัดอ้อยมีน้อย อีกทั้งยังไม่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่บางแห่ง รถตัดอ้อย 1 คัน มีราคาสูงถึง 6 – 12 ล้านบาท จึงทำให้เกษตรกรรายย่อยไม่มีกำลังซื้อมากพอ แต่การที่จะจ้างคนงานเพื่อช่วยในการเผาอ้อยนั้น ถูกกว่ามาก โดยมีต้นทุนเพียง 1,000 – 1,400 บาทต่อการเผาอ้อย 1 ไร่
  3. โรงงานน้ำตาลต้องการซื้ออ้อยเผาก่อนห้อยสด สาเหตุก็คือ ถ้าทางโรงงานไม่รีบซื้ออ้อยเผาภายในระยะเวลา 48 ชั่วโมงค่าความหวานของน้ำตาลในอ้อยก็จะลดลง และถ้าทิ้งไว้ 2 สัปดาห์น้ำหนักของอ้อยเผาก็จะลดลง ถึงร้อยละ 20 ส่วนอ้อยสดจะมีน้ำหนักลดลง ร้อยละ 40 ซึ่งปัญหาในส่วนนี้เกิดขึ้นจากหลายๆ ฝ่าย เพราะฉะนั้นแต่ละฝ่ายก็ต้องร่วมมือหาทางแก้ไข โดยเฉพาะทางด้านรัฐบาล ที่จะต้องมีมาตรการผลักดันในการทําให้เกษตรกรตื่นตัว และเลิกทำการเผาอ้อย

ผลกระทบที่ต้องรู้

โดยการแก้ปัญหานี้ สามารถกระทำได้หลายทาง เช่น ขยายสินเชื่อเพื่อนำไปซื้อเครื่องจักรกล ทางด้านโรงงานน้ำตาลเองก็จะต้องเลิกให้ความสำคัญกับอ้อยเผา หรือให้ความสำคัญลดลงน้อยกว่าอ้อยสด พยายามคิดค้นพัฒนารถตัดอ้อยที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของประเทศไทย ร่วมกันวางแผนตั้งแต่ขั้นตอนการเพาะปลูกทั่วไป จนถึงขั้นตอนเก็บเกี่ยว เป็นต้นถ้าปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับแก้ไข สิ่งที่จะเกิดผลกระทบตามมา ก็คือ…

  • เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ – แน่นอนเป็นเรื่องแน่นอนว่า ถ้าเกิดการเผาไหม้ขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็ต้องเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามมาอย่างแน่นอน ถ้าเกิดมนุษย์สูดหายใจเข้าไปในร่างกาย ก็จะไปกระตุ้นทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูงขึ้น และถ้าได้รับอย่างต่อเนื่อง ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก็จะทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะหมดสติและสุดท้ายก็คือเสียชีวิต
  • ฝุ่นละออง – ไม่ว่าจะเป็นการเผาอะไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ต้องตามมาเสมออย่างแน่นอน 100% ก็คือ ฝุ่นละออง ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะในเรื่องของระบบทางเดินหายใจ ส่งผลกระทบต่อการระคายเคืองของผิวหนัง การอักเสบของปอด หายใจหอบหืด หายใจไม่ออก หายใจไม่สะดวก แสบหูแสบตาแสบผิวหนัง ก่อให้เกิดโรคไตเรื้อรังโรคภูมิแพ้

 

  • สารฟอร์มาดีไฮด์ สำหรับสารตัวนี้ ทำลายระบบเนื้อเยื่อทางเดินหายใจ ถ้าสูดดมเข้าไปอย่างต่อเนื่องก็จะทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพอง และยังส่งผลให้เกิดการแสบตาขึ้นในทันทีที่ได้รับสารตัวนี้ ถ้าสูดดมในระดับความเข้มข้น 100 ppm ก็จะทำให้เสียชีวิตได้ในทันที
  • สารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ส่งผลกระทบทำให้ผู้ดมเกิดอาการแน่นหน้าอกหายใจไม่สะดวก ทำให้ชีพจรเต้นถี่ ถ้าได้รับในปริมาณเข้มข้นในระดับสูง ก็อาจจะทำให้เสียชีวิตได้โดยเฉพาะ ผู้สูงอายุเด็ก ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหอบหืดโรคหัวใจโรคปอด เป็นต้น

และนี่ก็คือ ผลกระทบที่เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีผลกระทบในด้านลบอีกมาก ที่จะทำให้ชีวิตของผู้สูดดมนั้นจบสิ้นกันได้เลย เพราะฉะนั้นมันถึงเวลาแล้วหรือยังที่ทุกๆ ฝ่าย จะต้องหันมาพูดคุยแก้ไขปัญหากัน พร้อมร่วมกันหาทางออก ให้การทำเกษตรของประชาชนชาวไทย ได้รับการยกระดับ มีความสะอาด สามารถขายผลิตผลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และไม่ก่อให้เกิดโรคร้ายตามมาทีหลัง และโรคร้ายเหล่านี้ก็ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงแค่คนกลุ่มเดียวเท่านั้น แต่สามารถกระจายไปได้ในระดับวงกว้างระดับประเทศเลยทีเดียว